top of page
Screenshot 2568-08-16 at 9.58.31 PM.png

สิ่งที่ได้จากการอ่าน Poor Charlie's Almanack (EP.1)

  • May 10
  • 2 min read
"The only way to win is to work, work, work, and hope to have a few insights." — Charlie Munger


Charlie Munger คือหุ้นส่วนและเพื่อนคู่คิดของ Warren Buffett มายาวนานกว่า 60 ปี ถ้า Buffett คือหน้าตาของ Berkshire Hathaway ชาร์ลีก็คือสมองที่คอยตั้งคำถามอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ทำให้ชาร์ลีต่างจากนักลงทุนคนอื่นคือเขาไม่ได้แค่ "เก่งเรื่องเงิน" แต่เขาอ่านทุกอย่าง — ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา — แล้วเอามันมาเชื่อมกันเป็น mental models ที่ใช้ตัดสินใจในชีวิตจริง และนั่นทำให้ชาร์ลีเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากกว่าแค่หนังสือลงทุนทั่วไป



1) Preparation — เป็นสิ่งเดียวที่เรา "ควบคุม" ได้

"Sloppy preparation and decision-making are never excusable because they ARE controllable."

ผลลัพธ์ควบคุมไม่ได้ แต่การเตรียมตัวสามารถ "ควบคุม" ได้เสมอ ชาร์ลีไม่ได้บอกให้เราเก่งกว่าคนอื่น แต่บอกให้เราเตรียมตัวมาให้สุดความสามารถ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร

สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำอะไรก็ตาม:

  • รู้ว่าเรารู้อะไร

  • รู้ว่าเราไม่รู้อะไร

  • รู้ว่าถ้าผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เราจะเตรียมรับมือยังไง

  • รู้ว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรจากกระบวนการนี้บ้าง


2) Lifelong Learning — อ่านไม่ใช่เพื่อรู้ แต่เพื่อให้คิดได้ดีขึ้น

"Develop into a lifelong self-learner through voracious reading; cultivate curiosity and strive to become a little wiser every day."

แต่ก่อนเราจะชอบตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านหนังสือให้ได้กี่เล่ม แต่ชาร์ลีไม่ได้อ่านเพื่อจำ เขาอ่านเพื่อสะสม mental models ทุกอย่างที่อ่าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์, จิตวิทยา, design, data, หรือ investing ล้วนเชื่อมกันในหัวเสมอถ้าเราอ่านมากพอ

.

ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แค่รู้สึกว่าวันนี้เข้าใจอะไรบางอย่างดีขึ้นกว่าเมื่อวานก็พอ — 1% better everyday


3) Independence — ความคิดตัวเองสำคัญกว่าที่คิด

"Remember that just because other people agree or disagree with you doesn't make you right or wrong — the only thing that matters is the correctness of your analysis and judgement."

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดเพราะโง่ แต่ผิดเพราะไปตามกระแสโดยไม่ได้คิดเอง ชาร์ลีว่ายทวนน้ำได้ไม่ใช่เพราะดื้อ แต่เพราะอ่านและคิดมากพอที่จะมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง

.

ก่อนจะเชื่ออะไร ถามก่อนว่า — เราคิดแบบนี้เพราะคิดเอง หรือเพราะได้ยินคนอื่นพูดซ้ำๆ?

แล้วถ้าคนอื่นพูดตรงข้ามกับที่เราคิดล่ะ? ชาร์ลีบอกว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า "ใครเห็นด้วยกับเรากี่คน" แต่อยู่ที่ว่า "เราคิดมาดีพอรึยัง" — ถ้าเราทำการบ้านมาแล้ว อ่านทั้งสองด้านแล้ว และยังคิดเหมือนเดิม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนใจเพียงเพราะแรงกดดันจากรอบข้าง ความมั่นคงในความคิดไม่ได้มาจากความดื้อรั้นโดยนิสัย แต่มาจากความพร้อมที่สะสมมามากพอ


4) Patience — อย่าขัดจังหวะดอกเบี้ยทบต้นของชีวิต

"Compound interest is the eighth wonder of the world — never interrupt it unnecessarily." — Einstein

ประโยคด้านบนของไอน์สไตน์เป็นประโยคที่ชาร์ลีชอบอ้างถึงบ่อยๆ

.

ชาร์ลีไม่เพียงใช้หลักนี้กับการลงทุน แต่เขาใช้ philosophy นี้กับทุกอย่าง ทักษะที่ฝึกทุกวัน ความสัมพันธ์ที่ดูแลสม่ำเสมอ ความรู้ที่สะสมไม่หยุด ล้วน compound ได้ทั้งนั้น

.

สิ่งที่ขัดจังหวะ compound มักไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือความใจร้อนที่อยากเห็นผลเร็วเกินไป


5) Decisiveness — อดทนและเตรียมตัวให้ยาวนาน และลงมันทันทีเมื่อโอกาสมาถึง

"When proper circumstances present themselves, act with decisiveness and conviction."

ชาร์ลีบอกว่าต้อง "extreme patience combined with extreme decisiveness" ทุกอย่างล้วนใช้เวลา ดังนั้นเราต้องอดทนและรอได้นาน แต่พอถึงเวลาต้องฟันโฉะเดียว ไม่ลังเล

.

ในชีวิตการทำงาน ถ้ามีดีลดีๆ มาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่เราไม่ได้เตรียมทักษะไว้ล่วงหน้า ก็คงไม่กล้าตัดสินใจรับโอกาสนั้น หรือถ้าเป็นการลงทุน ถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมา เรามีพร้อมทั้งความรู้และสภาพคล่องที่จะลงทุนแบบมีแผนสำรองหรือยัง หรือเราจะแพนิคตกใจและขายขาดทุนทั้งหมด?

.

การกล้าตัดสินใจมาจากการเตรียมมาดีพอ ไม่ใช่จากความมั่นใจเฉยๆ


6) Focus on what NOT to do — รู้ว่าทำอะไรแล้ววิบัติ ก็อย่าไปทำมัน

"All I want to know is where I'm going to die, so I'll never go there."

ชาร์ลีใช้เวลาคิดถึงสิ่งที่ "ไม่ควรทำ" มากกว่าสิ่งที่ "ควรทำ" เพราะการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ป้องกันได้มีค่ากว่าการตามหา opportunity ใหม่เสมอ

.

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:

  • ตัดสินใจตอนอารมณ์แปรปรวน (แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการไปนอนก่อน)

  • รับงานหรือความสัมพันธ์กับคนที่ไม่ตรงไปตรงมา บางที gut feeling บอกอยู่แล้วว่าอย่าไปยุ่ง ต่อให้เหตุผลจะบอกว่าน่าจะโอเค

  • ยุ่งกับสิ่งที่ใช้พลังงานเยอะแต่ไม่ได้ไปไหน


7) Process over outcome — จงมีความสุขระหว่างทาง

"Enjoy the process along with the proceeds, because the process is where you live."

นี่คือหนึ่งในประโยคที่เราชอบที่สุด

.

ผลลัพธ์เป็นแค่จุดปลายทาง แต่กระบวนการเป็นเส้นเวลาที่เราต้องอยู่กับมัน

.

เราค้นพบว่า หลายครั้งที่ลงทุนทำอะไรลงไปแล้ว แม้อาจจะไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ แต่กลับพบว่าสิ่งที่ได้จากกระบวนการนั้นไปต่อยอดกับสิ่งอื่นได้เสมอ และบางทีผลลัพธ์ก็ดีกว่าที่คาดไว้ซะอีก

.

ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ถ้าไม่ได้ผลลัพธ์ที่หวัง — ระหว่างทางที่ผ่านมา คุ้มไหม? ถ้าคุ้ม ก็เดินต่อ


Munger's fundamental philosophy:

Preparation. Discipline. Patience. Decisiveness.

ไม่มีสิ่งไหนที่ทำสำเร็จได้เพียงครั้งเดียว — ทุกอย่างต้องทำซ้ำ ทุกวัน

.

โน้ตไว้นิดนึงว่า เนื่องจากอ่านเป็นภาษาอังกฤษ เลยมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง คิดว่าถ้าความรู้เพิ่มขึ้นหรือมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ก็น่าจะเข้าใจว่าชาร์ลีกำลังสื่อสารอะไรอยู่ได้มากขึ้น — EP.2 coming soon

Comments


bottom of page